วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2553

จัดทำบทความโดย นางสาว นาตยา มาทัด เลขทะเบียน 4902100047



พลังงานดันแผนป้องแอลพีจีขาดแคลน


คมชัดลึก :พลังงานดันแผนรองรับแอลพีจีขาดแคลน หลังโรงแยกก๊าซหน่วยที่ 6 ยังไม่สามารถเดินเครื่องผลิตได้ คาดนำเข้าต่อเดือนพุ่ง 1-1.5 แสนตัน
นายพีระพล สาครินทร์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า จากการที่โครงการโรงแยกก๊าซธรรมชาติหน่วยที่ 6 ไม่สามารถเดินเครื่องผลิตก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) ช่วงเดือนมกราคมนี้ 1 แสนตันได้ ทำให้กระทรวงประเมินว่าปี 2553 จะต้องนำเข้าแอลพีจีต่อเดือนสูงกว่า 1 แสนตัน เกินกว่าคลังแอลพีจีที่เขาบ่อยา จ.ชลบุรี ของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) จะรองรับได้ จึงต้องบริหารป้องกันแอลพีจีขาดแคลน ด้วยการนำคลังแอลพีจีลอยน้ำมาใช้ชั่วคราว คาดว่าปตท.จะนำเรือบรรทุกขนาด 4.4 หมื่นตันมาใช้ปลายเดือนมกราคมนี้ และเลื่อนปิดซ่อมบำรุงประจำปีของโรงแยกก๊าซฯ หน่วยที่ 2 กำลังผลิต 3 หมื่นตันต่อเดือนจากต้นเดือนกุมภาพันธ์เป็นปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2553 ส่วนโรงแยกก๊าซฯ หน่วยที่ 3 กำลังผลิต 4.5 หมื่นตันต่อเดือนนั้น เลื่อนปิดซ่อมบำรุงจากกลางเดือนกุมภาพันธ์ เป็นเดือนมีนาคม 2553

ส่วนการนำเข้าแอลพีจีช่วงเดือนมกราคมนี้นำเข้าแล้ว 6.6 หมื่นตัน จากแผนนำเข้า 1.1 แสนตัน เดือนกุมภาพันธ์ มีแผนนำเข้า 1.32 แสนตัน เดือนมีนาคมนำเข้าอีก 1.5 แสนตัน และหลังเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป คาดว่าจะนำเข้าเฉลี่ย 1.32 แสนตันไปจนกว่าโรงแยกก๊าซฯ หน่วยที่ 6 จะเดินครื่องผลิต

“ปีนี้คาดว่าจะนำเข้าสูงถึง 1แสน-1.5แสนตันต่อเดือน ถือว่าสูงเป็นประวัติการณ์ แต่ถ้าโรงแยกก๊าซฯ หน่วยที่ 6 เดินเครื่องได้ ความต้องการนำเข้าแอลพีจีจะหมดไป“ นายพีระพล กล่าวและว่า การนำเข้าแอลพีจีปี 2552 ที่ผ่านมามีปริมาณรวม 7.53 แสนตัน มูลค่า 1.5 หมื่นล้านบาท เนื่องจากยอดการใช้ในประเทศอยู่ที่ 1.24 หมื่นตันต่อวัน เพิ่มขึ้น 6% และราคาแอลพีจีตลาดโลกสูงขึ้น

ที่มา www.google.com หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

คำถาม
1. จากการที่โครงการโรงแยกก๊าซธรรมชาติหน่วยที่ 6 ไม่สามารถเดินเครื่องผลิตก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) ช่วงเดือนใด
2. ปีนี้คาดว่าจะนำเข้าสูงถึง กี่แสนบาทตันต่อเดือน
3. ประโยชน์ของ ก๊าชแอลพีจีสามารถนำไปทำอะไรได้บ้าง

วันเสาร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2553

จัดทำบทความโดย นางสาว พนิดา ศรสุวรรณวุฒิ เลขทะเบียน 4902100040

เรื่อง คลังเพิ่มเป้าการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตขึ้น 10-15%

นพ.พฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รมช.คลัง เปิดเผยว่า ได้เตรียมปรับเพิ่มเป้าหมายการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตใหม่อีก 10-15% หลังจากในช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2553 ปรากฏว่ากรมสรรพสามิตมีผลการจัดเก็บรายได้ภาษีทะลุเป้าหมายจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นภาษีรถยนต์ น้ำมัน เครื่องดื่ม และภาษีบาปสุราและยาสูบ จึงน่าจะจัดเก็บภาษีได้มากขึ้น
สาเหตุเพราะขณะนี้มีสัญญาณการผลิตในภาคอุตสาหกรรมดีขึ้นโดยเฉพาะรถยนต์ ซึ่งส่วนหนึ่งน่าจะมีผลมาจากการที่รายได้ภาคเกษตรดีขึ้น

อย่างไรก็ดี ในส่วนของภาษีสุราและยาสูบนั้นคงยังไม่มีการปรับภาษีสรรพสามิตขึ้นในช่วงนี้แต่อย่างใด

สำหรับกรณีมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมรถยนต์ไฮบริดนั้นไม่ได้อยู่ในการดูแลของกรมสรรพสามิต แต่เป็นเรื่องของกรมศุลกากร แต่กรมสรรพสามิตจะดูเรื่องภาษีรถยนต์ อี85 ซึ่งจะพิจารณาทบทวนให้เสร็จภายใน 30 วัน เพื่อเสนอให้ครม.พิจารณาอีกครั้ง

นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการหารือถึงการปรับเพิ่มเป้าหมาย เนื่องจากในช่วง 3 เดือนแรกเก็บได้เกินเป้าถึง 1.5 หมื่นล้านบาท เนื่องจากการปรับเพิ่มภาษีเครื่องดื่มและภาษีน้ำมัน และในเดือนม.ค.เริ่มมีสัญญาณว่าธุรกิจรถยนต์ขยายตัวดีขึ้น จำหน่ายได้มากขึ้นทั้งการส่งออกและจำหน่ายภายในประเทศ รวมถึงรถปิกอัพที่ปรับจำหน่ายได้มากขึ้น เนื่องจากรายได้ภาคเกษตรดีขึ้น

ที่มา;หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ข่าวการเงิน ประจำวันที่ 8 มกราคม 2553

คำถามท้ายเรื่อง
1.นพ.พฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รมช.คลัง เปิดเผยว่า ได้เตรียมปรับเพิ่มเป้าหมายการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตใหม่อีก 10-15% ในช่วงใด
2.มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมรถยนต์ไฮบริดนั้นอยู่ในการดูแลของกรมสรรพสามิตหรือไม่ อย่างไร
3.ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการหารือถึงการปรับเพิ่มเป้าหมาย เนื่องจากในช่วง 3 เดือนแรกเก็บได้เกินเป้าเกิดจากเหตุผลใด